Cindrel View my profile

ส่วนหนึ่งของ..
 
 
... ... ... ...
 
 
เรื่องของเด็กคนนั้นน่ะหรอ?
อืม..ก็ได้ ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังก็แล้วกัน
 
ต้นฤดูหนาว ปีค.ศ.1856
 
ท่ามกลางเมืองที่วุ่นวาย
ท่ามกลางหิมะที่ปลิวว่อน
...
'ข้าในวัยเด็ก' เดินไปเดินมาท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น
ทั้งที่อากาศหนาว แต่แค่ชุดธรรมดาบวกกับใส่เสวทเตอร์ไหมพรมที่ไม่หนามากเท่าที่ควร ผ้าพันคอ และหมวกอีกใบ แค่นั้นก็พอแล้ว ดูบ้าบิ่นดีเนอะ?
 
ปกติเด็กวัยนี้ก็จะเล่นซนไปวันๆใช้ชีวิตด้วยความสนุกและความร่างเริงจนเต็มอิ่ม
แต่..ข้าเลือกที่จะทำงาน ทำงานเท่าที่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งพอจะทำได้ ทั้งส่งหนังสือพิม์ ส่งนม เด็กล้างจาน... ข้ายอมทำทั้งหมดนั้น
 
ครอบครัวของข้ามีเพียงแม่ชื่อ แมรี่ ที่ทำงานในร้านเหล้าเล็กๆในตรอกหนึ่ง
ส่วนคุณพ่อนั้นจะบอกว่าไม่มีก็ไม่เชิง เพราะถ้าไม่มีข้าก็คงไม่ได้เกิดมา
แต่ในความทรงจำในช่วง 9 ปี(อีกไม่กี่เดือนก็จะ 10 )ที่ผ่านมาไม่เคยมีภาพ น้ำเสียง หรือแม้แต่ไออุ่นของพ่อเลย
ครอบครัวของข้าแต่เดิมมีฐานะค่อนข้างยากจน รายได้ของหญิงสาวคนเดียวไม่เพียงพอสำหรับที่ต้องนำมาเลี้ยงดูเด็กที่โตเร็วแบบนั้นสักเท่าไหร่ เพราะงั้นข้าที่อยู่ในสถานะแบบนั้นเลยไม่เคยอยากจะเรียกร้องหรือเอาแต่ใจอะไรเท่าไหร่
บางครั้งเวลาที่มีเงินไม่พอจะซื้อขนมปัง ข้าก็โกหกไปว่าตัวเองอิ่มท้องแล้ว
 
ข้าอยากจะโตเป็นผู้ใหญ่เร็วๆ เพราะข้าอยากจะทำงานหาเงินมาให้ครอบครัวของข้า ข้าไม่อยากให้แม่ของข้าต้องมาแบกรับทั้งความเศร้าที่พ่อของข้าทิ้งพวกเราไป ทั้งงานที่หนักแบบนี้เพียงคนเดียว
ข้า...อยากจะแบกรับทั้งหมดนั้นไว้คนเดียว
 
 ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเลยช่วยแม่หาเงินอยู่อย่างนี้ ฐานะการเงินทางบ้านก็เลยพอจะดีขึ้นหน่อย
 
 
 
วันนั้นข้าก็ออกมาส่งหนังสือพิมพ์เช่นเคย
แต่แล้ว...
 
มีของแข็งบางอย่างกระแทกที่ท้ายทอยอย่างแรง ชั่วเสี้ยววินาทีของความเจ็บปวดถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกด้านชา สติของข้าหลุดไปทั้งๆที่ยังไม่ทันตั้งตัว
 
 
ตื่นขึ้นมา...
ข้าก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในที่มืดเสียแล้ว
มีทั้งปลอกคอหนักที่ล่ามคอไว้กับกำแพงอิฐ มีทั้งกุญแจมือที่ตรึงไว้กับกำแพงเย็นเฉียบ
ลองพยายามดึงตัวเองออก ทั้งๆที่ไม่ได้คาดหวังว่ามันคงหลุดออกมาง่ายๆ

'หรือจะถูกจับมาขาย??'
ข้าคิดแบบนั้น
 
แล้วประตูที่โดนความมืดปกคลุมก็เปิดออก
แสงสว่างจากคบเพลิงสะบัดไปมา
"นี่เรอะ?" เสียงของคนที่เดินเข้ามาคนหนึ่งดังขึ้นมา มันเป็นเสียงที่ทุ้ม น่าจะเป็นผู้ชายวัยกลางคน
"..."
ข้าไม่อยากสบตาเลยมองลงไปที่พื้น ถ้าฟังจากเสียงฝีเท้าตองมีคนเดินก็พอจะรู้ว่า
ไม่มีแค่ผู้ชายตรงหน้าข้าเพียงคนเดียวแน่
"เฮ้ย แกน่ะ.."
"..."
"ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ!!"
"อั่ก...!!!"
คนตรงหน้าเตะที่หัวข้า ตัวข้ากะเด็นไปตามแรงจนสุดโซ่ที่เชื่อมกับปลอกคอ วินาทีที่ลำคอกระแทกกับมันราวกันถูกบีบรัดทำเอาข้าแทบหยุดหายใจ
เขาเตะตามมาอีกหลายครั้ง และปิดท้ายด้วยการเอาฝ่าเท้าที่หุ้มด้วยรองเท้าหนังราคาแพงมาเหยียบและขยี้ที่หัวของข้า...
"ไม่เจียมตัวซะบ้าง ก็นั่นแหละสวะก็เป็นสวะวันยังค่ำล่ะนะ..."
"....ต้องการ...อะไร...จากผม....??" เสียงของข้าแหบลงไปนิดหน่อย นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาใหญ่คือความเจ็บแสบที่โดนรัวเตะถีบเสียมากกว่า ไม่เคยรู้สึกว่าการหายใจมันลำบากจนถึงคราวนี้นี่แหละ
"หึหึ ถามได้ดี เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ข้าคือ 'พ่อ' ของเจ้า"
'พ่อ? บ้าน่า คนพรรค์นี้...'
กระบวนความคิดทั้งหมดของข้าหยุดลงทันทีที่สบเข้ากับดวงตาสีเขียวเหลือบน้ำเงินคู่นั้น...
สีตาแบบเดียวกับตาของข้า...
"เจ้าตามมาเป็นหุ่นเชิดให้ข้า และลูกสาวที่น่ารักที่สองของข้า จงรู้สึกตื้นตันใจเสียเถอะ"
"ถ้าผม... ปฏิเสธ...ล่ะ?"
เท้าที่ยังอยู่บนหัวของผมกดและขยี้แรงขึ้นราวกับว่าจะให้ผมจมลงไปกับพื้น
"แกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ"
ใบหน้านั้นแสยะยิ้ม แล้วเตะที่คางของข้าราวกับว่าหัวของข้าเป็นลูกบอลเป็นการส่งท้าย
ก่อนที่จะเดินออกไปนั่น ชายคนนั้นได้ถามกับข้า
"จริงสิ แกชื่ออะไร"
"...โด..ซี่"
ชื่อที่แม่ตั้งให้.. ถึงแม้จะไม่ชอบที่มันลงท้ายด้วยเสียง ซี่ ที่เป็นแนวๆชื่อของผู้หญิง
แต่ข้าก็รักชื่อนี้
พอมาดูตอนนี้แล้ว... แวบหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าเขาทำหน้านิ่งไปเล็กน้อย
"... มันสมองของนังนั่นคงคิดได้แค่นั้นสินะ"
 
"ต่อไปนี้ชื่อของแกคือ 'เรวิส' ก็แล้วกัน"
 
เรวิส... อา... ชื่อของบทที่ข้าของเป็นนักแสดงสินะ..
แล้วข้าก็แสยะยิ้มในใจอย่างสมเพชให้กับตัวเอง
 
 
หลังจากนั้นชีวิตของข้าก็ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องใต้ดินคับแคบนั่น
 
สามวันหลังจากวันที่ข้าถูกจับมา ชีวิตที่นั่นก็ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่สิ นับว่ามากทีเดียว
คุณนายของบ้านนั้นที่เป็นคนใจดี นางได้ขอร้องสามีของตน(ซึ่งก็คือพ่อของข้า)ให้ปล่อยข้าไป
แต่ก็ไม่ได้ผล นางก็ขอร้องให้กับข้าจนถึงที่สุด
ผลที่ได้คือ ข้าไม่ต้องโดนตรึงอยู่กับกำแพง แต่มีโซ่ล่ามเท้าซ้ายไว้
ในห้องมีเตียงให้ข้านอน มีโคมไฟให้แสงสว่าง กับอาหารครบ 3 มื้อ
โซ่ที่ล่ามข้าไว้นั้น ข้าไปได้สุดเพียงตรงหน้าประตูห้อง
แต่ก็ยังไม่ได้รับอิสระ
 
บางครั้งนางก็เรียกข้าไปพบ ข้าเลยได้รู้ว่าคนคนนนั้นมีพระคุณกับข้ามากขนาดไหน
แต่นางเป็นคนสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
นางมีลูกอยู่สองคน เป็นลูกสาว ...เป็นพี่ต่างมารดาของข้า
นางบอกว่า 'ขอโทษที่ข้าทำได้แค่นี้' ทั้งๆที่ข้าเป็นคนติดหนี้บุญคุณเขา
นางบอกอยากให้ข้านับนางเป็นแม่คนที่สอง แต่ว่า..ข้า...
รู้สึกว่าตัวเองคงจะไม่มีค่าพอจะให้เขานับเป็นลูกหรอกมั้ง..
 
 
 
 
 
 
 
 
พวกนั้นต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่?
ทำไมต้องเป็นข้า?
เวลาผ่านไปเท่าไรแล้ว?
แล้ว...
ข้าจะได้กลับขึ้นไปไหม?
 
ข้าพอจะเข้าใจเรื่องพวกนั้นขึ้นมานิดหน่อยก็ตอนที่...
พวกนั้นให้ข้าทำตัวเป็น 'ท่านไวท์เคาส์แห่งฮัดสัน' ในครั้งแรก...
 
วันนั้นเป็นวันที่เริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศอบอุ่นขึ้นนิดหน่อย
วันนั้นมีงานเลี้ยงฉลองให้กับการเปิดตัวลูกชายคนเดียวของลูกชายคนโตแห่งตระกูลฮัดสัน
หลังจากที่ถูกนำเอาแอบไปเลี้ยงในชนบทโดยใช้ชื่ออื่น
เพื่อเป็นการตัดปัญหาว่าจะถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ หรือปัญหาอะไรต่างๆนาๆ
นั่นคือสิ่งที่แขกทุกคนที่มางานเข้าใจ
คนพวกนั้นพาข้าขึ้นไป จับข้าแต่งตัว และบอกให้ข้าทำตัวสงบเสงี่ยม ทำให้เหมือนกับว่าข้าเป็นคนพูดน้อย
...เพื่อที่ข้าจะได้ไม่เปิดปากพูดความจริงไป
 
ทุกคนต่างเรียกข้าในนามของคนที่ไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง
ในนามบุคคลที่สูงส่ง... ที่ข้าไม่เคยร้องขอเลยสักนิด
 
กลางคืนวันนั้น ข้ากลับเข้ามาในห้องใต้ดินนั่นอีกครั้ง
โดยในห้องนั้นมีหีบหนังสือที่หญิงผู้อารีมอบให้
 
 
ชีวิตของข้าอยู่ในห้องใต้ดินอับชื้นนั่นเสียส่วนใหญ่
ไม่มีเสียงจากด้านบนเล็ดลอดมาเลย..
มีเพียงเสียงโลหะกระทบกันทุกครั้งที่ข้าขยับขาซ้าย ถ้าไม่มีโซ่ล่ามไว้ข้าคงต้องนอนฟังเสียงหายใจของตัวเองเป็นแน่
เหตุผลที่ข้าไม่ดิ้นรนตะโกนเรียกร้องออกไป อาจเพราะข้ารู้สึกสมเพชตัวเองที่เอาแต่แหกปากดิ้นในวันแรกๆ
 
หลายครั้งข้านอนฝันเห็นชีวิตที่เคยเป็น ..
'นั่นเป็นที่ที่ข้าควรจะอยู่นะ...' ข้าหวังกับตัวเองว่ามันต้องเป็นแบบนั้น
บางครั้งข้าได้ยินเสียงเพลงเห่กล่อมของคุณแม่..
เป็นจังหวะและท่วงทำนองไม่เหมือนเพลงทั่วไปในเมือง
มันเป็นบทเพลงที่ทำให้นึกถึงผืนดิน ทุ่งหญ้า และชีวิต
มันเป็นบทเพลงที่ตกทอดมาในครอบครัวทางแม่ของข้า
แม่ของข้าบอกว่าท่านเป็นคนชนเผ่าโรมานี หรือชื่อที่พวกเจ้ารู้จักคงจะเป็น ยิปซี ล่ะมั้ง...
แต่ไม่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงได้แยกออกมา..
ความรู้สึกของคนพลัดถิ่นเหมือนนกหลงรัง ...มันเป็นแบบนี้รึเปล่านะ?
 
 
 
 
(หลายปีผ่าน)
 
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ข้าขี้เกียจจะนับแล้วล่ะ
แต่ข้าคิดว่าวันนั้นน่าจะเป็นกลางฤดูหนาว
วันนั้นพ่อ(ที่ข้าไม่อยากยอมรับเท่าไร) เรียกข้าขึ้นไปข้างบน
พร้อมกับยื่นซองจดหมายซองหนึ่งให้
แวบแรกที่ข้ามองข้อความที่จ่าหน้าซองถึงข้า ข้าก็รู้เลยว่านั่นเป็นลายมือของคุณแม่
ข้ายื่นมือออกไปหมายจะรับ
แต่สิ่งที่ข้าไขว่คว้า กลับโดนโยนทิ้งลงกองไฟเตาผิงไปอย่างง่ายดาย
 
สิ่งที่ข้าทำลงไปหลังจากนั้นคือการกระทำโง่ๆอย่างหนึ่ง
คือการกระโจนไปตะครุบเอาซองจดหมายบางเบาในกองไฟ
ความเจ็บแสบที่ทะลุผ้าบางๆได้ในเสี้ยววินาทีราวกับว่าจะกัดกินเนิ้อของข้าด้วยความร้อนจนกว่าจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก
ข้าจำได้ดีถึงความรู้สึกที่ของที่ข้าพยายามปกป้องแหลกสลายไปคามือคู่นี้...
 
 
 
 
...หลังจากนั้นข้าจำได้เพียงแค่ว่า
ข้าโดนน้ำเย็นเฉียบสาดใส่ และโดนลากกลับห้องใต้ดินท่ามกลางเสียงด่าทอ...เสียงหัวเราะแหลมสูงของแฝดหญิงสองคน(พี่สาวต่างมารดา)ที่เคยได้ยินตอนโดนรุมเหยียบตอนฤดูร้อน และสายตาหลายคู่ที่มองเย้ยหยันปนสมเพช
 
ข้ากลับมานอนหลับไปสองตื่นด้วยความทรมาณเพราะพิษไข้
ไม่มียา... ไม่มีอาหาร... มีแต่ความหนาวเย็นที่โอบกอดตัวข้าไว้
มื้ออาหารมื้อแรกหลังจากนั้น (และเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่อยู่ที่นั่น)
เป็นขนมปังกับสตูว์เนื้อ แต่มันไม่ได้มีแค่นั้น..
สิ่งที่นอนในก้นชามคือกุญแจดอกเล็ก
และมีกระดาษอยู่ในขนมปังก้อน
ข้อความที่เขียนลงบนกระดาษอ่านยากนิดหน่อย แต่มันก็เขียนว่า
 
นี่คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าทำให้เจ้าได้
หาโอกาศที่เหมาะสม
แล้วจงใช้กุญแจดอกนี้ไขสิ่งที่ล่ามเจ้าอยู่
ออกไปจากที่นี่ซะ
 
ลงชื่อด้วยชื่อจริงของหญิงคนหนึ่ง... ชื่อของคนที่มีพระคุณกับข้าที่สุดในที่แห่งนี้
ด้วยลายมือหวัดคล้ายกับว่าขณะที่กำลังเขียนอยู่นั่น คือเรี่ยวแรงหึดสุดท้ายของนาง
สิ่งสุดท้ายหรอ? จริงๆที่ท่านให้มาก็เกินพอแล้วล่ะ
แต่ทำไมถึงค่อนข้างมั่นใจว่าสุดท้ายล่ะ?
 
ดูจากทรงแล้ว กุณแจดอกนี้น่าจะเป็นกุญแจที่สามารถปลดล็อกที่ล่ามขาข้าได้
ข้ามองดูกุญแจดอกนั้น.. ความคิดความสับสนมีอยู่เต็มอกจนข้าแทบจุก
ข้าจึงซ่อนมันไว้ในใต้หมอน แล้วพยายามข่มตาหลับไป
 
ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเ